
ปลายรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันอาทิตย์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย หรือวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๔๙ เด็กชายเงื่อมบุตรชายคนหัวปีของครอบครัว นายเซี้ยง และนางเคลื่อน พานิช ได้ถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านตลาดพุมเรียง เมืองไชยา
เด็กชายเงื่อม มีน้องอีก ๒ คน คนรองเป็นชาย ชื่อยี่เกย พานิช ซึ่งเติบโตใหญ่กลายเป็นคู่คิด ผู้ร่วมอุดมคติแต่งการจรรโลงพระศาสนา ร่วมกับพี่ชายในนาม "ธรรมทาส" และ น้องสุดท้องเป็นหญิงชื่อ กิมซ้อย พานิช (เหมะกุล) พี่น้องทั้งสามคนใกล้ชิดสนิทสนม และเติบโตมาในครอบครัวที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีวิถีชีวิตแบบชุมชนชนบททั่วไป
ด.ช.เงื่อม ได้รับอิทธิพลชื่นชอบการแต่งบทกวีและงานช่างไม้จากบิดา และได้รับการอบรมสั่งสอนจากมารดาให้เป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้ดีที่สุดและประหยัดละเอียดรอบคอบ เมื่ออายุได้ ๘ ปี พ่อแม่ได้นำไปฝากให้รับการศึกษาเบื้องต้นแบบโบราณ คือ ไปใช้ชีวิตเป็น เด็กวัด อยู่ ๓ ปี ที่วัดพุมเรียง ด.ช.เงื่อม ได้เรียนรู้เรื่องการแพทย์โบราณ การสวดมนต์ไหว้พระ การอุปัฎฐากพระ งานช่างไม้ ไปจนถึงการเริ่มหัดเรียนเขียนอ่าน ก.ข. ก กา จนอายุ ๑๑ ปี จึงมาเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนโพธิพิทยากร (วัดเหนือหรือวัดโพธาราม) และต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเดียวกัน เมื่อบิดามาเปิดร้านค้าอีกร้านใน ต.ตลาดจึงย้ายมาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสารภีอุทิศ
บันทึกครูและครูใหญ่ ในสมุดพกชั้นประถมศึกษาของ ด.ช.เงื่อม บอกกล่าวการเล่าเรียนและอุปนิสัยของ ด.ช.เงื่อม ไว้เมื่อแรกเริ่มว่า "ประพฤติเป็นคนอยู่ปรกติไม่ค่อยได้ ท่าทางอยู่ข้างองอาจ ในเวลาทำการมักชักเพื่อนคุย มารยาทพอใช้ ทำการงานสะอาด" และสรุปในปลายปีว่า
๑. มีความหมั่นดี ทำการงานรวดเร็ว
๒. ไม่เคยประพฤติรังแกเพื่อน และยังไม่เคย ต้องบังคับให้มาเรียน
๓. นิสัยจำอะไรแม่น และชอบทำสิ่งที่เป็นจริง
๔. ปัญญาพออย่างธรรมดาคน
บิดาได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา ในปี ๒๔๖๕ นายเงื่อมจึงต้องลาออกจาก โรงเรียนมาเป็นผู้ดูแลร้านค้าในฐานะบุตรชายคนโต แม้กระนั้นความเป็นผู้ใฝ่การเรียนรู้ ก็ทำให้นายเงื่อมยังคงเป็นนักอ่านหนังสือและรักการถกเถียงหาความรู้อยู่เนืองนิจ หนังสือต่าง ๆ โดยเฉพาะหนังสือธรรมะ ที่ใช้ในการเรียนนักธรรมตรี โท เอก ก็เสาะหามาอ่านจนปรุโปร่ง ร้านไชยาพานิช ของนายเงื่อมผู้นี้ เป็นเวทีอันคึกคักของผู้ชอบการศึกษาถกเถียง มาตั้งวงถกธรรมะกันอย่างได้รสชาติและความรู้ตัวเจ้าของร้านเอง ก็แสดงความสามารถในการแจกแจงข้อธรรมะได้อย่างชัดเจน จนใครต่อใครพากันยอมรับนับถือ การศึกษาพระธรรมในเวลาดังกล่าว ก่อให้เกิดความสนุกสนานทางความคิดแก่พ่อค้าหนุ่มเป็นอย่างมากทีเดียว
เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นายเงื่อมก็อุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตามประเพณีที่สืบทอดกันมา ถึงแม้จะได้เคยอ่านพบเรื่องเกี่ยวกับพระอรหันต์ แต่ก็มิได้คิดไกลไปถึงว่าจะทดลองปฏิบัติดู รู้สึกเพียงแค่ว่า "น่าสนใจและอาจจะมีประโยชน์" ดังนั้น เมื่อแรกบวช จึงคิดว่าจะดำรงสมณเพศอยู่เพียงช่วงเข้าพรรรษาในเวลา ๓ เดือน เท่านั้น แต่จากความสามารถที่มีอยู่ในด้านของการอภิปราย และโต้ธรรมะได้อย่างฉาดฉานมาตั้งแต่ก่อนบวช ทำให้พระเงื่อมได้กลายเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อในตำบลนั้น ในเวลาไม่กี่วันหลังบวชโดยริเริ่มดัดแปลงการเทศน์ที่ทันสมัย มีการสอดแทรกข้อคิดและเรื่องน่าฟังต่าง ๆ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินแก่ผู้ฟัง มากกว่าวิธีการอ่านตามใบลานอย่างซ้ำซากน่าเบื่อ
การได้ขบคิดเตรียมการเทศน์ และประสบผลสำเร็จในกิจดังกล่าวทำให้ชีวิตพระในพรรษาแรก ผ่านไปด้วยความเพลิดเพลิน จนกระทั่ง เมื่อครบกำหนดลาสิกขา พระเงื่อม ก็ยังไม่คิดจะลาไปใช้ชีวิตฆราวาส ประกอบ กับน้องชาย คือ นายยี่เกย ลาออกจากการเรียนที่กรุงเทพฯ กลับมาอยู่เป็นกำลังช่วยมารดาประกอบการค้า เปิดทางให้พี่ชายได้บวชเรียนต่อ จนถึงสอบนักธรรมโทได้ในปีต่อมา
นายเสี้ยง พานิช ผู้เป็นอา ซึ่งผลักดันให้หลานชายบวชเรียนมาแต่ต้น ก็ได้เร่งเร้าพระเงื่อมไปเรียนนักธรรมเอกที่กรุงเทพฯ เพื่อหวังจะให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ความคิดคล้อยตามของพระเงื่อมที่จะเล่าเรียนต่อในทางธรรมนั้น มาจากความสนุกสนานของการได้คิดค้นสอนธรรมะและทำงานแปลกใหม่ แต่เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่กี่เดือน สภาพความย่อหย่อนในพระวินัยของพระสงฆ์ในกรุงเทพฯ ทำให้พระเงื่อมเกิดความเบื่อหน่าย และเกรงว่าตนเองจะเริ่มเอนเอียงตามไปในทางไม่ถูกด้วย จึงคิดจะกลับบ้านเพื่อลาสิกขา แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็จวนเจียนจะเข้าพรรษาแล้ว จึงตัดสินใจบวชไปอีกพรรษาหนึ่งก่อน โดยใช้เวลาเรียนนักธรรมเอกต่อด้วยตนเอง จนกระทั่งสอบได้ และได้รับการชักชวนให้ไปเป็นครูสอนนักธรรม ที่โรงเรียนนักธรรมวัดพระธาตุไชยาซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ สอนอยู่ ๑ ปี มีผลงานดีเด่น สามารถสอนให้นักเรียนสอบได้ยกชั้น
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับงานสอนอาเสี้ยงก็ได้มาจูงใจพระเงื่อมอีกครั้งให้ขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อเรียนบาลีในปี ๒๔๗๓ พระเงื่อมจึงขึ้นกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้พระเงื่อมตั้งใจไว้ว่า จะไม่สนใจประพฤติปฏิบัติของพระเณร มุ่งแต่จะไปศึกษาบาลี เพื่อให้มีความรู้พอที่จะศึกษาค้นคว้าได้เอง และเพื่อที่จะคว้าเปรียญธรรม ๓ ประโยคให้ได้เป็น "มหาเงื่อม" ตามค่านิยมที่ยกย่องกันอยู่ในเวลานั้น
บเมื่อไปเรียนอยู่ได้ไม่กี่วัน ก็ให้รู้สึกเบื่อระบบการเรียนการสอนที่อืดอาดล่าช้า และขาดความอิสระในการคิด จึงสมัครใจเรียนเองอยู่ที่วัดปทุมคงคา กับพระครูซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน จนกระทั่งสามารถสอบ ปธ.๓ ได้เป็น "มหาเงื่อม" สมดังตั้งใจ ทำให้พระมาเงื่อมเกิดความคิดที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้นไปอีก จึงตัดสินใจอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อ ปธ.๔
การเรียน ปธ.๔ นี้เองได้นำไปสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางความคิดของพระหนุ่มจากไชยา เมื่อได้ศึกษาค้นคว้ากว้างขวางออกไปจากตำราเรียน และได้อ่านพบข่าวคราวการฟื้นฟูพระศาสนาในศรีลังกาและอินเดียตลอดจนการเผยแผ่พุทธศาสนาในตะวันตก แต่ที่สำคัญคือการได้เริ่มศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรงด้วยตนเองแทนที่จะศึกษาจากอรรถกถา ซึ่งเป็นการตีความพระไตรปิฎกโดยอรรถกถาจารย์ ตามหลักสูตรการศึกษาโดยทั่วไป ทำให้พระมหาเงื่อมได้ค้นพบว่า การเรียนปริยัติธรรมตามแบบที่ยึดถือตามตำราโดยปราศจากการคิดค้นทบทวนและวิเคราะห์วิจารณ์เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย เมื่อพยายามศึกษาตามแนวทางดังกล่าว ก็ไม่ได้รับการยอรับจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้น
ผลก็คือ พระมหาเงื่อมสอบตก ปธ.๔ ความคิดและความรู้ทางธรรมะที่ได้สะสมมา เป็นเวลานานได้เริ่มตกผลึก อุดมคติเริ่มก่อเกิดขึ้นในใจพระมหาเงื่อมได้ตระหนักแล้วว่า ประโยชน์แห่งพุทธศาสนามิใช่เพื่อไขว่คว้าเปรียญธรรม หรือเพื่อโต้เถียงเอาสนุกดังที่ตนเคยคิด หากแต่พระบรมศาสดาได้ชี้นำทางแห่งชีวิตอันประเสริฐที่จะพ้นจากความทุกข์ และมีชีวิตอันสงบอย่างยั่งยืนด้วย เพียงแต่ว่า หนทางดังกล่าว มิอาจได้มาด้วยการเรียนตามแนวทางและแนวคิด ที่ยึดถือกันอยู่ในเวลานั้น แต่ใครเล่าจะเชื่อสิ่งที่พระหนุ่มผู้สอบตก ปธ.๔ ผู้นี้
หนทางเดียวที่จะทำคุณค่าแห่งพุทธศาสนา ที่ตนเองเชื่อถือศรัทธาให้ปรากฎเป็นจริงได้ ก็คือการศึกษาและทดลองตามแนวทางที่ตนเองเชื่อมั่นอย่างจริงจังเท่านั้น พระหนุ่มตัดสินใจจะกลับบ้านด้วยหัวใจที่พร้อมแล้ว ที่จะอุทิศให้แก่พระศาสนาเพื่อนำชีวิตอันประเสริฐมาปรากฎแก่ชนร่วมสมัยให้จงได้
|